ภาษี

ประมาณการกำไรสุทธิขาดเกิน 25% เสี่ยงอะไร และป้องกันอย่างไร

ประมาณการกำไรสุทธิขาดเกิน 25% เสี่ยงอะไร และป้องกันอย่างไร

เผยแพร่ครั้งแรก: 20 กรกฎาคม 2022
อัปเดตล่าสุด: 19 กรกฎาคม 2026

เวลายื่น ภ.ง.ด.51 สิ่งที่นักบัญชีต้องระวังไม่ใช่แค่คำนวณภาษีผิด แต่คือ ประมาณการกำไรสุทธิต่ำกว่ากำไรจริงทั้งปีเกิน 25% เพราะหากไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทอาจมีความเสี่ยงต้องเสียเงินเพิ่มค่ะ

ส่วนใหญ่ปัญหาที่เจอมักเริ่มจากการประมาณการแบบรีบ ๆ เช่น ใช้งบทดลองที่ยังไม่ปิด ลืมรายได้ก้อนใหญ่ในครึ่งปีหลัง หรือไม่มีกระดาษทำการอธิบายว่าตัวเลขมาจากไหน พอถึงเวลายื่น ภ.ง.ด.50 แล้วกำไรจริงสูงกว่าที่คาดไว้มาก จึงค่อยกลับมาถามว่า “แบบนี้ขาดเกิน 25% หรือยัง”

บทความนี้ CPD Academy จะพาเช็กตั้งแต่วิธีคำนวณ ตัวอย่างกรณีต่างๆ ความหมายของเหตุอันสมควร ไปจนถึง Checklist ที่ช่วยลดความเสี่ยงก่อนยื่น ภ.ง.ด.51 ค่ะ

เนื้อหา ซ่อน

ประมาณการกำไรสุทธิขาดเกิน 25% คืออะไร

ประมาณการกำไรสุทธิขาดเกิน 25% คือ กรณีที่บริษัทประมาณการกำไรสุทธิทั้งปีไว้ต่ำกว่า (ขาดจาก) กำไรสุทธิจริงทั้งปีมากเกินกว่า 25% ของกำไรสุทธิจริง

พูดให้ง่ายขึ้น คือ ตอนยื่น ภ.ง.ด.51 บริษัทประมาณว่าทั้งปีจะมีกำไรสุทธิเท่านี้ แต่พอปิดงบจริง กำไรสุทธิกลับสูงกว่าที่ประมาณไว้มาก หากส่วนต่างสูงเกินเกณฑ์ และไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทอาจมีความเสี่ยงเรื่องเงินเพิ่มตามกฎหมายภาษี

คำศัพท์ที่ทุกคนควรรู้จัก มีดังนี้

รายการความหมาย
ประมาณการกำไรสุทธิตัวเลขกำไรสุทธิทั้งปีที่บริษัทคาดการณ์ไว้ตอนยื่น ภ.ง.ด.51
กำไรสุทธิจริงทั้งปีกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นจริงเมื่อปิดปีและใช้ยื่น ภ.ง.ด.50
กำไรสุทธิที่ขาดไปกำไรสุทธิจริงทั้งปี ลบด้วย ประมาณการกำไรสุทธิ
ขาดเกิน 25%% ส่วนต่างที่ขาดไปเกิน 25% ของกำไรสุทธิจริงทั้งปี

ที่สำคัญ เรื่องนี้ไม่ควรดูเฉพาะปลายปีค่ะ ควรเริ่มระวังตั้งแต่ตอนทำประมาณการ ภ.ง.ด.51 เพราะถ้าเราจัดทำกระดาษทำการไว้ดีตั้งแต่แรก จะอธิบายตัวเลขได้ชัดเจนและลดความเสี่ยงตอนตรวจทานภายหลังได้มาก

ประมาณการกำไรสุทธิขาดเกิน 25% คืออะไร
ประมาณการกำไรสุทธิขาดเกิน 25% คืออะไร

ทำไมประมาณการ ภ.ง.ด.51 ต่ำไปเกิน 25% ถึงเสี่ยงเสียเงินเพิ่ม

เหตุผลที่การประมาณการต่ำไปเกิน 25% เป็นประเด็นสำคัญ เพราะการยื่น ภ.ง.ด.51 เป็นการชำระภาษีครึ่งปีล่วงหน้าจากประมาณการกำไรสุทธิ หากบริษัทประมาณการกำไรต่ำเกินไป ภาษีที่ชำระไว้ครึ่งปีก็อาจต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

ถ้าเมื่อสิ้นปีพบว่ากำไรสุทธิจริงสูงกว่าประมาณการมาก และบริษัทไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทอาจต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 20 ของภาษีที่ชำระขาดตามมาตรา 67 ตรีค่ะ

ตัวอย่างสถานการณ์ที่ทำให้ประมาณการกำไรสุทธิขาดเกิน 25% บ่อยๆ

สถานการณ์ทำไมเสี่ยง
ใช้ตัวเลขครึ่งปีแรกโดยไม่ประมาณการครึ่งปีหลังอาจลืมรายได้หรือกำไรที่จะเกิดขึ้นปลายปี
มีรายได้ก้อนใหญ่หลังเดือนมิถุนายนถ้าไม่รวมใน forecast กำไรประมาณการจะต่ำเกินจริง
ประมาณค่าใช้จ่ายสูงเกินจริงทำให้กำไรสุทธิลดลงเกินสมควร
ใช้ตัวเลขจากปีเก่าโดยไม่ดูปีปัจจุบันธุรกิจเปลี่ยน แต่ประมาณการยังใช้ pattern เดิม
ไม่มีกระดาษทำการรองรับอธิบายไม่ได้ว่าตัวเลขประมาณการมาจากอะไร
ไม่ทบทวนประมาณการกับผู้บริหารข้อมูลแผนธุรกิจหรือยอดขายใหม่อาจตกหล่น

Tip จาก CPD Academy: อย่ามอง ภ.ง.ด.51 เป็นแค่ “ภาษีกลางปีที่จ่ายให้ต่ำไว้ก่อน” เพราะถ้าต่ำเกินไปโดยไม่มีเหตุผลรองรับ เพราะเงินที่เหมือนประหยัดตอนกลางปี อาจกลายเป็นเงินเพิ่มตอนปลายปีได้ค่ะ

วิธีเช็กว่าประมาณการกำไรสุทธิขาดเกิน 25% หรือไม่?

วิธีเช็กเบื้องต้นคือ นำประมาณการกำไรสุทธิที่ยื่นไว้ตอน ภ.ง.ด.51 มาเทียบกับกำไรสุทธิจริงทั้งปีตอนยื่น ภ.ง.ด.50

สูตรที่ใช้เช็กคือ

ขั้นตอนวิธีคำนวณ
1. หาจำนวนกำไรสุทธิที่ขาดไปกำไรสุทธิจริงทั้งปี – ประมาณการกำไรสุทธิ (ตาม ภ.ง.ด.51)
2. หาเปอร์เซ็นต์ที่ขาดไปกำไรสุทธิที่ขาดไป ÷ กำไรสุทธิจริงทั้งปี × 100
3. ประเมินผลถ้าเกิน 25% ให้พิจารณาเหตุอันสมควรและเอกสารประกอบ

สูตรแบบสั้นๆ:

เปอร์เซ็นต์ที่ขาดไป = (กำไรสุทธิจริงทั้งปี – ประมาณการกำไรสุทธิ) ÷ กำไรสุทธิจริงทั้งปี × 100

ถ้าผลลัพธ์เกิน 25% ยังไม่ได้แปลว่า “ต้องเสียเงินเพิ่มทันทีทุกกรณี” นะคะ เพราะต้องดูต่อว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่ แต่ถ้าไม่มีเหตุผลและเอกสารรองรับ ความเสี่ยงจะสูงขึ้นมาก

วิธีเช็กว่าประมาณการกำไรสุทธิขาดเกิน 25% หรือไม่
วิธีเช็กว่าประมาณการกำไรสุทธิขาดเกิน 25% หรือไม่

1. ตัวอย่างคำนวณกรณีประมาณการขาดไม่เกิน 25%

สมมติบริษัทมีข้อมูลดังนี้

รายการจำนวนเงิน
กำไรสุทธิจริงทั้งปีตาม ภ.ง.ด.501,000,000 บาท
ประมาณการกำไรสุทธิที่ยื่นใน ภ.ง.ด.51800,000 บาท
กำไรสุทธิที่ขาดไป200,000 บาท
คิดเป็นเปอร์เซ็นต์20%

วิธีคำนวณคือ

200,000 ÷ 1,000,000 × 100 = 20%

กรณีนี้ประมาณการกำไรสุทธิขาดไป 20% ซึ่งไม่เกิน 25% จึงยังไม่เข้าเกณฑ์ขาดเกิน 25%

แต่ถึงจะไม่เกิน 25% ก็ยังควรเก็บกระดาษทำการ ไว้ให้ครบค่ะ เพราะหน้าที่ของนักบัญชีไม่ใช่แค่ทำให้ตัวเลข “ผ่านเกณฑ์” แต่ต้องอธิบายได้ว่าทำไมตอนกลางปีถึงประมาณการแบบนั้น

2. ตัวอย่างคำนวณกรณีประมาณการขาดเกิน 25%

สมมติบริษัทมีข้อมูลดังนี้

รายการจำนวนเงิน
กำไรสุทธิจริงทั้งปีตาม ภ.ง.ด.501,000,000 บาท
ประมาณการกำไรสุทธิที่ยื่นใน ภ.ง.ด.51700,000 บาท
กำไรสุทธิที่ขาดไป300,000 บาท
คิดเป็นเปอร์เซ็นต์30%

วิธีคำนวณคือ

300,000 ÷ 1,000,000 × 100 = 30%

กรณีนี้ประมาณการกำไรสุทธิขาดไป 30% ซึ่งเกิน 25% แล้ว นักบัญชีจึงต้องพิจารณาต่อว่า บริษัทมีเหตุอันสมควรหรือไม่ และมีเอกสารรองรับเหตุผลของประมาณการหรือเปล่า

ตัวอย่างคำนวณกรณีประมาณการขาดเกิน 25%
ตัวอย่างคำนวณกรณีประมาณการขาดเกิน 25%

ตัวอย่างคำถามที่ควรถามตัวเองคือ

คำถามทำไมต้องถาม
ตอนยื่น ภ.ง.ด.51 ใช้ข้อมูลอะไรประมาณการเพื่อดูว่าตัวเลขมีที่มาหรือไม่
รายได้ที่เพิ่มขึ้นเกิดหลังยื่นหรือรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วเพื่อประเมินว่าเป็นเหตุการณ์คาดไม่ถึงหรือไม่
มีเอกสารยืนยันเหตุการณ์ที่ทำให้กำไรต่างจากประมาณการไหมเพื่อใช้ประกอบเหตุอันสมควร
ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่ประมาณไว้สูงเกินจริงเพราะอะไรเพื่อดูว่าประมาณการสมเหตุสมผลหรือไม่
มีการตรวจทานร่วมกับผู้บริหารหรือทีมที่เกี่ยวข้องหรือไม่เพื่อยืนยันว่าข้อมูลไม่ใช่ความเห็นของคนเดียว

ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้เลย ความเสี่ยงจะสูงขึ้นค่ะ เพราะนั่นแปลว่าตัวเลขที่ยื่นไปอาจไม่มีฐานรองรับที่ชัดเจน

ประมาณการกำไรสุทธิสูงไป ต้องทำอย่างไร

หากบริษัทประมาณการกำไรสุทธิไว้สูงกว่ากำไรสุทธิจริง บริษัทไม่ต้องรับผิดเงินเพิ่มในประเด็นประมาณการกำไรสุทธิขาดเกินร้อยละ 25 แต่ควรตรวจสอบภาษีที่ชำระไว้เกินว่าจะนำไปเครดิตในการยื่น ภ.ง.ด.50 หรือดำเนินการขอคืนตามหลักเกณฑ์อย่างไรค่ะ

บางกรณีบริษัทไม่ได้ประมาณการต่ำไป แต่กลับประมาณการกำไรสุทธิสูงกว่ากำไรสุทธิจริง ทำให้ตอนยื่น ภ.ง.ด.51 ชำระภาษีไว้มากกว่าที่ควรเป็น

ตัวอย่างเช่น

รายการจำนวนเงิน
ภาษีครึ่งปีที่ชำระไว้ตาม ภ.ง.ด.51300,000 บาท
ภาษีทั้งปีที่คำนวณได้ตาม ภ.ง.ด.50250,000 บาท
ภาษีที่ชำระไว้เกิน50,000 บาท

ในกรณีนี้ บริษัทอาจมีภาษีชำระไว้เกิน ซึ่งต้องพิจารณาการเครดิตหรือขอคืนภาษีตามขั้นตอนต่อไป

การประมาณการสูงไปอาจดูปลอดภัยกว่า แต่ก็ยังมีต้นทุนของธุรกิจค่ะ เพราะเงินสดถูกจ่ายออกไปก่อน และถ้าจะขอคืนภาษี ก็ต้องเตรียมเอกสารรองรับให้ครบอยู่ดี

พูดง่ายๆ ก็คือ ควักเงินออกไปให้สรรพากรเร็วกว่าปกติ หรือบางทีอาจมากเกินความจำเป็นทำให้เกิดความยุ่งยากในภายหลังนั่นเอง

ดังนั้น เป้าหมายที่ดีไม่ใช่ประมาณการให้ต่ำที่สุดหรือสูงที่สุด แต่คือประมาณการให้ สมเหตุสมผลที่สุดจากข้อมูลที่มี ณ วันที่ยื่นแบบ

เหตุอันสมควรคืออะไร และต้องพิจารณาอย่างไร?

เมื่อประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ประเด็นต่อมาที่ต้องตรวจคือ บริษัทเข้าหลักเกณฑ์ “เหตุอันสมควร” หรือไม่ค่ะ

ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.50/2537 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งที่ ป.152/2558 กรมสรรพากรกำหนดแนวทางที่ให้ถือว่ามีเหตุอันสมควรไว้ ได้แก่

  1. บริษัทจัดทำประมาณการกำไรสุทธิและยื่นภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ยื่นไว้ในรอบบัญชีก่อน
  2. บริษัทประมาณการกำไรสุทธิของรอบบัญชีปัจจุบันไว้ไม่น้อยกว่ากำไรสุทธิที่ยื่นไว้ในรอบบัญชีก่อน แต่ยื่นภาษีครึ่งปีไว้น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีปีก่อน เพราะได้รับยกเว้นหรือลดอัตราภาษี

ตัวอย่างการพิจารณาเหตุอันสมควร

กรณีที่ 1 ประมาณการภาษีครึ่งปีไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของปีก่อน

สมมติบริษัท A

รายการปี 2568ปี 2569
ภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งปี (ภ.ง.ด.50)400,000 บาท
ภาษีครึ่งปีที่ยื่น (ภ.ง.ด.51)220,000 บาท

ภาษีครึ่งปีที่ยื่นไว้ 220,000 บาท มากกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีปีก่อน (400,000/2 = 200,000 บาท) กรณีนี้ อาจเข้าหลักเกณฑ์เหตุอันสมควร ตามแนวทางที่กรมสรรพากรกำหนดไว้ในข้อ 1


กรณีที่ 2 ได้รับสิทธิยกเว้นหรือลดอัตราภาษี

สมมติบริษัท B

รายการปี 2568ปี 2569
กำไรสุทธิทางภาษี5,000,000 บาทประมาณการ 5,200,000 บาท
อัตราภาษี20%ได้รับสิทธิ BOI
ภาษีครึ่งปีต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของปีก่อน

แม้ว่าภาษีครึ่งปีที่ยื่นจะต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของปีก่อน แต่เกิดจากการได้รับสิทธิยกเว้นหรือลดอัตราภาษี ไม่ใช่การประมาณกำไรต่ำเกินจริง กรณีนี้ อาจเข้าหลักเกณฑ์เหตุอันสมควร ตามคำสั่งกรมสรรพากรในข้อ 2


กรณีที่ 3 มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังยื่น ภ.ง.ด.51

สมมติบริษัท C ยื่น ภ.ง.ด.51 ในเดือนสิงหาคม โดยประมาณการกำไรสุทธิจากข้อมูลที่มีในขณะนั้น

หลังจากยื่นแบบแล้ว บริษัทได้รับงานโครงการใหม่มูลค่า 30 ล้านบาท ทำให้กำไรสุทธิปลายปีสูงกว่าที่ประมาณไว้มาก

หากบริษัทสามารถแสดงหลักฐาน เช่น

  • วันที่ลงนามในสัญญา
  • ใบสั่งซื้อ (Purchase Order)
  • รายงานยอดขาย
  • เอกสารอนุมัติโครงการ
  • แผนธุรกิจที่ปรับใหม่

เพื่อยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ภายหลังการยื่น ภ.ง.ด.51 และไม่สามารถทราบได้ในวันที่จัดทำประมาณการ กรณีนี้ อาจถือเป็นเหตุอันสมควร โดยกรมสรรพากรจะพิจารณาตามข้อเท็จจริงและหลักฐานประกอบของแต่ละกิจการ

และหากยังไม่ถึงเวลายื่น ภ.ง.ด.50 บริษัทควรรีบประเมินผลกระทบ และ พิจารณายื่นแบบ ภ.ง.ด.51 เพิ่มเติม พร้อมชำระภาษีที่เกี่ยวข้อง (หากมี) เพื่อให้ข้อมูลในแบบสะท้อนข้อเท็จจริงมากที่สุด รวมทั้งจัดเตรียมกระดาษทำการและหลักฐานประกอบไว้ให้ครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม การยื่นแบบเพิ่มเติมไม่ได้ทำให้ถือว่ามีเหตุอันสมควรโดยอัตโนมัติ กรมสรรพากรยังคงพิจารณาจากข้อเท็จจริง หลักฐาน และเงื่อนไขตามกฎหมายในแต่ละกรณีค่ะ

Tip จาก CPD Academy: หากพบว่าประมาณการคลาดเคลื่อน อย่ารอจนยื่น ภ.ง.ด.50 แล้วค่อยแก้ไข การประเมินผลกระทบและพิจารณายื่น ภ.ง.ด.51 เพิ่มเติม โดยเร็ว จะช่วยให้ข้อมูลภาษีสะท้อนข้อเท็จจริงมากขึ้น และมีเอกสารประกอบการชี้แจงที่ครบถ้วนกว่าค่ะ

Checklist ป้องกันประมาณการกำไรสุทธิขาดเกิน 25%

ก่อนยื่น ภ.ง.ด.51 นักบัญชีควรทำเช็กลิสเพื่อลดความเสี่ยงเรื่องประมาณการกำไรสุทธิขาดเกิน 25%

สิ่งที่ควรเช็กทำไมสำคัญ
งบทดลอง 6 เดือนแรกปิดครบหรือยังถ้าฐานข้อมูลจริงผิด ประมาณการทั้งปีก็ผิดตาม
รายได้ครึ่งปีหลังมีรายการก้อนใหญ่ไหมป้องกันการลืมรายได้สำคัญใน forecast
ต้นทุนและค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผลไหมลดความเสี่ยงประมาณกำไรต่ำเกินจริง
ใช้ข้อมูลปีเก่าอย่างเดียวหรือไม่ธุรกิจปีปัจจุบันอาจเปลี่ยนไปแล้ว
มี budget หรือ forecast รองรับไหมใช้อธิบายที่มาของตัวเลข
เปรียบเทียบกับกำไรปีก่อนหรือยังช่วยเห็นความผิดปกติของประมาณการ
ทำ sensitivity หรือ stress test แล้วหรือยังช่วยดูว่าถ้ากำไรจริงสูงขึ้น จะเสี่ยง 25% ไหม
เก็บ working paper ครบไหมใช้รองรับตัวเลขหากต้องชี้แจงย้อนหลัง
ตรวจสอบกับผู้บริหารหรือผู้เกี่ยวข้องแล้วหรือยังลดความเสี่ยงข้อมูลธุรกิจตกหล่น

วิธีที่ช่วยได้มาก คือ ทำตารางเทียบ 3 คอลัมน์ ได้แก่ ตัวเลขจริง 6 เดือนแรก / ประมาณการ 6 เดือนหลัง / เหตุผลประกอบ เพราะจะเห็นทันทีว่าตัวเลขไหนมีที่มา และตัวเลขไหนยังเป็นแค่ “น่าจะประมาณนี้” ซึ่งแบบหลังนี่แหละค่ะ ตัวอันตราย

Checklist ป้องกันประมาณการกำไรสุทธิขาดเกิน 25%
Checklist ป้องกันประมาณการกำไรสุทธิขาดเกิน 25%

อ่านต่อเรื่องภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.51

บทความนี้เน้นเรื่อง Tax Risk จากประมาณการกำไรสุทธิขาดเกิน 25% ถ้าต้องการอ่านต่อในมุมอื่นของ ภ.ง.ด.51 แนะนำตามนี้ค่ะ

ถ้าคุณอยากรู้เรื่องนี้อ่านต่อบทความ
อยากเข้าใจภาพรวมว่า ภ.ง.ด.51 คืออะไร ใครต้องยื่น และยื่นเมื่อไรภ.ง.ด.51 คืออะไร คำนวณอย่างไร ยื่นเมื่อไหร่ และจุดเสี่ยงที่บริษัทต้องรู้
อยากเช็กข้อมูลก่อนยื่นจริงChecklist ก่อนยื่นภาษีกลางปี ภ.ง.ด.51 นักบัญชีต้องเช็กอะไรบ้าง
อยากรู้วิธีคำนวณแบบละเอียด พร้อมตัวอย่างวิธีคำนวณภาษีครึ่งปีนิติบุคคล ภ.ง.ด.51 พร้อมตัวอย่างปี 2569
อยากยื่นออนไลน์ตามขั้นตอนวิธียื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ออนไลน์ผ่านระบบสรรพากร ปี 2569 แบบ Step by Step

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประมาณการกำไรสุทธิขาดเกิน 25%

ประมาณการกำไรสุทธิขาดเกิน 25% คืออะไร

คือกรณีที่บริษัทประมาณการกำไรสุทธิทั้งปีไว้ต่ำกว่ากำไรสุทธิจริงเกิน 25% หากไม่มีเหตุอันสมควร อาจมีความเสี่ยงต้องเสียเงินเพิ่มตามหลักเกณฑ์ภาษี

กำไรสุทธิขาดเกิน 25% ต้องเทียบจากกำไรหรือภาษี

ให้เปรียบเทียบ ประมาณการกำไรสุทธิ กับ กำไรสุทธิจริงทั้งปี แล้วจึงประเมินผลกระทบต่อภาษีที่ชำระไว้ตาม ภ.ง.ด.51

ถ้าประมาณการสูงไปเกิน 25% ต้องเสียเงินเพิ่มไหม

ไม่เข้าประเด็นขาดเกิน 25% แต่ควรตรวจสอบว่ามีภาษีชำระไว้เกินหรือไม่ และสามารถนำไปเครดิตหรือขอคืนตามหลักเกณฑ์ได้หรือไม่

เหตุอันสมควรต้องมีเอกสารไหม

ควรมีเอกสารที่อธิบายที่มาของประมาณการ เช่น งบทดลอง Budget Forecast สัญญา รายงานยอดขาย และกระดาษทำการ เพื่อใช้ประกอบการชี้แจงหากจำเป็น

ถ้ารู้ว่าประมาณการผิดหลังยื่น ภ.ง.ด.51 แล้วควรทำอย่างไร

ควรตรวจสอบผลกระทบของตัวเลขก่อน หากจำเป็นให้ยื่นแบบเพิ่มเติม พร้อมจัดเตรียมกระดาษทำการและหลักฐานประกอบให้ครบถ้วน

จะลดความเสี่ยงประมาณการขาดเกิน 25% ได้อย่างไร

ใช้ข้อมูลจริง 6 เดือนแรกประกอบการประมาณการครึ่งปีหลัง ตรวจทานกับผู้บริหาร และจัดทำกระดาษทำการที่อธิบายที่มาของตัวเลขทุกครั้งก่อนยื่น

กระดาษทำการ (Working Paper) เรื่องประมาณการกำไรสุทธิควรมีอะไรบ้าง

ควรมีงบทดลอง รายละเอียดประมาณการรายได้และค่าใช้จ่าย รายการปรับปรุงทางภาษี วิธีคำนวณภาษี และเหตุผลประกอบตัวเลขสำคัญ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

เงินเพิ่ม 20% คิดจากอะไร

เงินเพิ่ม 20% คำนวณจาก ภาษีที่ชำระขาด ไม่ใช่คำนวณจากกำไรสุทธิที่ขาดไป โดยต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของประมวลรัษฎากรและข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการด้วย

สรุป: ภ.ง.ด.51 ที่ดี ต้องอธิบายได้

การประมาณการกำไรสุทธิสำหรับยื่น ภ.ง.ด.51 ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “จะใส่ตัวเลขเท่าไรให้ภาษีน้อยลง” แต่ควรเริ่มจากข้อมูลจริง 6 เดือนแรก แผนรายได้และค่าใช้จ่ายครึ่งปีหลัง รวมถึงรายการปรับปรุงทางภาษีที่เกี่ยวข้อง

ถ้าประมาณการต่ำกว่ากำไรสุทธิจริงเกิน 25% และไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทอาจมีความเสี่ยงเรื่องเงินเพิ่มได้ ดังนั้นนักบัญชีควรเก็บกระดาษทำการและหลักฐานประกอบไว้ตั้งแต่วันที่จัดทำประมาณการ ไม่ใช่ค่อยย้อนกลับมาหาเหตุผลหลังทราบกำไรจริงแล้ว

ก่อนยื่น ลองถามตัวเองให้ครบ 3 ข้อค่ะ

  1. ตัวเลขมาจากข้อมูลอะไร
  2. มีเหตุผลและเอกสารรองรับหรือไม่
  3. หากถูกถามย้อนหลัง เรายังอธิบายได้หรือเปล่า

ถ้าตอบได้ครบ ภ.ง.ด.51 ฉบับนั้นก็ไม่ได้มีแค่ตัวเลขที่คำนวณถูก แต่ยังมีที่มาที่น่าเชื่อถือด้วยค่ะ

เข้าใจ ภ.ง.ด.51 ให้ลึกกว่าแค่การประมาณการกำไร

การลดความเสี่ยงจากประมาณการกำไรสุทธิขาดเกิน 25% ต้องอาศัยความเข้าใจทั้งกำไรทางบัญชี กำไรทางภาษี รายจ่ายต้องห้าม และการจัดทำกระดาษทำการที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ค่ะ

คอร์ส กรณีศึกษาภาษีเงินได้นิติบุคคลและการจัดทำแบบ ภ.ง.ด.50 ของ CPD Academy จะช่วยให้เห็นภาพการปรับกำไรบัญชีเป็นกำไรทางภาษี พร้อมกรณีศึกษาที่นำไปประยุกต์ใช้กับการตรวจสอบ ภ.ง.ด.51 และงานปิดภาษีปลายปีได้อย่างมั่นใจขึ้น

ดูรายละเอียด คอร์สกรณีศึกษาภาษีเงินได้นิติบุคคลและการจัดทำแบบ ภ.ง.ด.50

คอร์สอบรมเก็บชั่วโมง CPD
คอร์สกรณีศึกษาภาษีเงินได้นิติบุคคลและการจัดทำแบบ ภ.ง.ด.50

แหล่งอ้างอิง

  1. กรมสรรพากร – สารพันคำถามเกี่ยวกับการยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.51
  2. กรมสรรพากร – คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.50/2537 เรื่องแนวทางการพิจารณา “เหตุอันสมควร” กรณีแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไป
  3. กรมสรรพากร – ประมวลรัษฎากร หมวดภาษีเงินได้ มาตรา 67 ทวิ และมาตรา 67 ตรี

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า