ความรู้บัญชี, นักบัญชีมือใหม่

8 ขั้นตอนการปิดบัญชีรายเดือน ทำตามนี้ไม่มีพลาด

8 ขั้นตอนการปิดบัญชีรายเดือน ทำตามนี้ไม่มีพลาด

เผยแพร่ครั้งแรก: 18 พฤศจิกายน 2025
อัปเดตล่าสุด: 16 พฤศจิกายน 2025

การปิดบัญชีรายเดือน (Monthly Closing) เป็นหนึ่งในงานสำคัญที่นักบัญชีทุกคนต้องทำเป็นประจำ หลายคนอาจรู้สึกว่ายุ่งยาก เพราะมีเอกสารมากมาย มีทั้งแบบภาษี และรายงานที่ต้องจัดการ แต่รู้ไหมคะว่า ถ้าเราเข้าใจลำดับขั้นตอน การปิดบัญชีรายเดือนจะง่ายขึ้นมาก เสมือนว่ามี“แผนที่” ที่คอยบอกว่าเราควรทำอะไรก่อน–หลัง ไม่หลงทางในระหว่างที่ทำงานค่ะ

ในบทความนี้ CPD Academy จะมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่า 8 ขั้นตอนการปิดบัญชีรายเดือนนั้น มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างในเชิงปฏิบัติ ขอบอกว่าพวกเราลองทำมาแล้วกับมือ และช่วยให้เราทำงานได้อย่างเป็นระบบมากขึ้นจริงๆ ค่ะ

เนื้อหา ซ่อน

ปิดงบรายเดือนคืออะไร?

การปิดงบรายเดือน หรือการปิดบัญชีรายเดือน หมายถึง การนำข้อมูลรายการค้าต่างๆ ที่เกิดขึ้นในธุรกิจสำหรับเดือนที่ผ่านมามาบันทึกบัญชีอย่างครบถ้วน ตั้งแต่ซื้อ ขาย รับ และจ่าย เพื่อวัตถุประสงค์ในการยื่นภาษีประจำเดือน และให้เจ้าของธุรกิจรู้ถึงผลประกอบการ ฐานะการเงินได้อย่างทันท่วงที

ปิดบัญชีรายเดือนต้องมีเอกสารอะไรบ้าง?

ก่อนจะไปเรียนรู้ขั้นตอนในการปิดบัญชีรายเดือน เรามาดูเอกสารที่ต้องมีสำหรับการปิดบัญชีรายเดือนกันก่อน ว่าอย่างน้อยต้องมีเอกสารอะไรบ้าง

1. Bank Statement หรือรายการเดินบัญชี

Bank Statement หรือรายการเดินบัญชี คือ เอกสารสำคัญที่ต้องใช้ทำบัญชีรายเดือนค่ะ เพราะว่าเอกสารนี้จะระบุรายการเงินเข้า-ออก ของธุรกิจ นักบัญชีต้องมีข้อมูล Bank Statement ทุกๆ บัญชีของธุรกิจ ตั้งแต่วันที่ 1-31 ของเดือนนั้นๆ เพื่อมาใช้ทำบัญชีได้อย่างสมบูรณ์

2. เอกสารรายได้และรับเงิน

เอกสารรายได้ คือ เอกสารที่ประกอบสำหรับการบันทึกบัญชี รายได้ ได้แก่ ใบแจ้งหนี้/ใบส่งของ/ใบกำกับภาษี กรณีที่มีสัญญาควรขอมาพร้อมเอกสารเหล่านี้ด้วย

และเอกสารรับเงิน คือ เอกสารที่ประกอบการบันทึกบัญชีรับเงินจากการขายหรือให้บริการ ได้แก่ ใบเสร็จรับเงิน ที่ควรระบุช่องทางรับเงินว่ารับวิธีเงินสด เงินโอน หรือบัตรเครดิต

3. เอกสารค่าใช้จ่ายและจ่ายเงิน

เอกสารค่าใช้จ่าย เป็นฝั่งตรงข้ามกับรายได้ ซึ่งจะประกอบการบันทึกบัญชีค่าใช้จ่าย หรือซื้อสินค้า ได้แก่ ใบแจ้งหนี้/ใบส่งของ/ใบกำกับภาษี และเช่นเดียวกันถ้ามีสัญญาซื้อขาย หรือบริการก็ควรขอมาบันทึกบัญชีพร้อมกันนะคะ

เอกสารการจ่ายเงิน คือ หลักฐานการจ่ายเงินเพื่อบันทึกบัญชีการจ่ายเงิน ได้แก่ ใบสำคัญจ่าย ใบเสร็จรับเงิน ที่ได้รับมาจากซัพพลายเออร์ ในกรณีไม่มีใบเสร็จรับเงิน ต้องมี ใบรับเงิน/ใบสำคัญรับเงิน+สำเนาบัตรประชาชน/ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน

4. รายงานเงินเดือน

รายงานเงินเดือน (Payroll Report) คือ รายงานที่สรุปรายชื่อพนักงาน พร้อมเงินเดือน เงินเพิ่ม และเงินหัก พร้อมสวัสดิการต่างๆ ตลอดจนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ประกันสังคม ที่จ่ายให้พนักงานแต่ละคนในเดือนนั้นๆ

สำหรับนักบัญชีบางคนที่มีหน้าที่บันทึกเงินเดือน อาจต้องดูแลจัดทำรายงานเงินเดือนเองด้วย (เสมือนเป็น HR ไปในตัว) แต่สำหรับบางกิจการที่มี HR ดูแลอยู่แล้ว อาจขอมาแค่ยอดสรุปเงินเดือนเพื่อมาบันทึกบัญชีได้ค่ะ

5. รายงานสินค้าคงเหลือ

รายงานสินค้าคงเหลือ คือ รายงานที่แสดงรายละเอียดสินค้า และยอดคงเหลือเป็นจำนวนเงิน และปริมาณ ณ วันที่สิ้นเดือน

เมื่อเราเตรียม เอกสารเบื้องต้น ครบถ้วน ก็เหมือนเราได้เตรียมวัตถุดิบหลักทั้งหมดไว้พร้อมแล้วสำหรับการลงบัญชี งานบัญชีในขั้นตอนถัดไปก็จะง่ายขึ้นเยอะ ลดความเสี่ยงเรื่องเอกสารตกหล่น และทำให้งบการเงินสะท้อนความจริงของธุรกิจได้ดีที่สุดค่ะ

ขั้นตอนการปิดบัญชีรายเดือนมีอะไรบ้าง?

เมื่อรู้แล้วว่าเราต้องมีเอกสารอะไรบ้างในการทำบัญชี ถัดมาเรามาดูขั้นตอนการปิดบัญชีรายเดือน ที่จะช่วยให้เราทำงานได้เป็นระบบมากขึ้นทั้ง 8 ขั้นตอนกัน

ขั้นตอนการปิดบัญชีรายเดือน
ขั้นตอนการปิดบัญชีรายเดือน

1. รับเอกสาร

การรับเอกสาร คือ การนัดให้ผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ หรือเพื่อนร่วมงานแผนกอื่นๆ ส่งเอกสารมาให้กับนักบัญชี เพื่อบันทึกบัญชีให้สมบูรณ์ในแต่ละเดือน

แต่ในทางปฏิบัติ พวกเรามักจะได้รับเอกสารช้า เลยทำให้ทำงานบัญชีล่าช้า และเมื่อใกล้ถึงเดดไลน์ทีไร เราก็มักจะเครียดกับการทำงานทุกที

สำหรับขั้นตอนนี้เรามีเทคนิคดีๆ มาแนะนำเพื่อนๆ ให้นัดรับเอกสารอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ ตามนี้

  • กำหนด วันส่งเอกสารที่เป็นมาตรฐาน เช่น ทุกคนต้องส่งเอกสารให้บัญชีภายในวันทำการที่ 5 หลังสิ้นเดือน ถ้าช้าไปกว่านั้น อาจปิดบัญชีล่าช้า ซึ่งผู้เกี่ยวข้องต้องยอมรับ
  • ตกลงวิธีการแชร์ข้อมูลกับลูกค้าหรือผู้ที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน เช่น ใช้แชร์ไดร์ฟ หรือ internal drive ในการส่งข้อมูล ที่สำคัญอย่าลืมเรื่องการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลด้วยนะคะ
  • ทำตารางติดตามเอกสารค้างรับ ระบุเอกสารที่คงค้าง/ผู้รับผิดชอบ/วันที่ต้องการข้อมูลให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจหน้าที่ และวันกำหนดส่งเอกสาร

2. ตรวจความครบถ้วนของเอกสาร

การตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสาร ในขั้นตอนนี้สำคัญมากๆ เพราะว่าเอกสารที่ได้รับมาตามกำหนดการก็จริง แต่ไม่มีความสมบูรณ์ เช่น ไม่ตรงกับ Bank Statement หรือข้อมูลหายไปบางส่วน จะทำให้การบันทึกบัญชีผิดพลาด และไม่สามารถนำส่งภาษีอย่างครบถ้วนได้เลยค่ะ

สิ่งที่ควรเช็กในขั้นตอนการตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารโดยตั้งต้นจาก Bank Statement

  1. ใช้เทคนิคช่วยจำแนก
    เพื่อให้ตรวจง่ายขึ้น ให้ตั้งต้นจาก Bank Statement แล้วลองใช้ปากกาไฮไลท์แยกสี เช่น สีเขียวสำหรับ “รายรับ” และสีแดงสำหรับ “รายจ่าย” จากนั้นลองประกบคู่กับเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งเงินเข้าและเงินออก
  2. เช็กรายการที่หายไป
    บางครั้งใน Bank Statement มีเงินเข้า–ออก แต่ไม่มีเอกสารแนบ แบบนี้อย่าปล่อยผ่าน ควรสอบถามลูกค้าหรือผู้เกี่ยวข้องเพื่อขอเอกสารมาให้ครบ
  3. ตรวจความสอดคล้องกับธนาคาร
    ลองเอาเอกสารที่มี ไปเทียบกับยอดเงินเข้า-ออก ในบัญชีธนาคาร ว่าเอกสารนั้นสอดคล้องกับเงินเข้า–ออกธนาคารหรือไม่ หากมีส่วนที่ขาดหายไป เรารู้หรือไม่ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เช่น การหัก ณ ที่จ่าย หรือว่าจ่ายเงินพลาด ไม่ครบถ้วน

จากนั้น แนะนำให้เพื่อนๆ จัดกลุ่มข้อมูล ให้ชัดเจน ตามขั้นตอนนี้

  • แยกเอกสารรายได้ เช่น ยอดขายหรือดอกเบี้ยรับ ออกมาต่างหาก
  • ค่าใช้จ่ายก็รวมกันไว้ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่า จะได้ไม่สับสน
  • เงินเดือนพนักงาน รวมถึงภาษีและประกันสังคม ควรเก็บเป็นอีกชุดหนึ่ง
  • ภาษี เป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับแฟ้มภาษีอย่างเช่น ใบกำกับภาษีตัวจริง หรือหนังสือรับรองการถูกหัก ณ ที่จ่าย
  • สินค้าคงเหลือ แยกเอกสารที่ซื้อสินค้าออกมาต่างหากจากค่าใช้จ่ายทั่วไป เพื่อป้องกันความสับสน

พูดง่าย ๆ ก็คือ ขั้นตอนนี้เหมือนกับการ เก็บเศษจิ๊กซอว์ให้ครบทุกชิ้น ก่อนนำไปต่อภาพใหญ่ ถ้าได้เอกสารครบถ้วนแล้ว การบันทึกบัญชีและการยื่นภาษีในขั้นตอนต่อไปก็จะราบรื่น ไม่มีสะดุดตอนลงบัญชีจ้า

วิธีจัดเอกสารก่อนบันทึกบัญชี
วิธีจัดเอกสารก่อนบันทึกบัญชี

3. บันทึกบัญชี

เมื่อเราเตรียมเอกสารพร้อมแล้ว ขั้นต่อมาคือการ ลงบัญชี ให้ครบทุกรายการในเดือนนั้นตามกลุ่มเอกสารที่เราจัดไว้ในแต่ละวงจรบัญชี เช่น

วงจรบัญชีเอกสารที่ต้องใช้ตัวอย่างสถานการณ์ตัวอย่างการบันทึกบัญชี
1. รายได้และรับเงินใบกำกับภาษีขาย, ใบเสร็จรับเงิน, Bank Statement, ใบส่งสินค้า บริษัทขายสินค้าให้ลูกค้า 100,000 บาท + VAT 7% ลูกค้าชำระเงินทันทีDr. เงินฝากธนาคาร 107,000
Cr. รายได้ขายสินค้า 100,000
Cr. ภาษีขาย 7,000
2. ค่าใช้จ่ายและจ่ายเงินใบกำกับภาษีซื้อ, ใบสำคัญจ่าย, ใบแจ้งหนี้จากผู้ขาย, Bank Statementจ่ายค่าทำบัญชี 5,000 บาท + VAT 7% โดยโอนผ่านธนาคารDr. ค่าทำบัญชี 5,000
Dr. ภาษีซื้อ 350
Cr. เงินฝากธนาคาร 5,350
3. เงินเดือนพนักงานรายงานสรุปเงินเดือน, รายการโอนเงินเดือนเงินเดือนพนักงาน 15,000 บาท หักประกันสังคม 5% (750 บาท) บริษัทโอนเข้าบัญชีพนักงานDr. ค่าใช้จ่ายเงินเดือน 15,000
Dr. ค่าประกันสังคม 750
Cr. เงินสมทบประกันสังคมค้างจ่าย 1,500
Cr. เงินฝากธนาคาร 14,250
4. ซื้อสินค้าและปิดบัญชีสินค้าใบกำกับภาษีซื้อ, ใบรับสินค้า (GR), ใบสั่งซื้อ (PO), รายงานสินค้าซื้อสินค้า 50 ชิ้น ราคาชิ้นละ 1,000 บาท + VAT 7% รวม 50,000 + 3,500

จากนั้นปิดบัญชีสินค้าคงเหลือตามที่ตรวจนับ
Dr. ซื้อ 50,000
Dr. ภาษีซื้อ 3,500 Cr. เจ้าหนี้การค้า 53,500

Dr. สินค้าคงเหลือ xx
Cr. ซื้อ xx

4. กระทบยอดบัญชีธนาคาร

หลังจากบันทึกบัญชีแล้ว ให้เช็กรายการเงินเข้า-ออกตามงบทดลอง เพื่อตรวจสอบเทียบกับ Bank Statement ของธนาคาร
ว่ามีรายการไหนตกหล่น หรือไม่ตรงกันหรือไม่

ตัวอย่าง

  • ธนาคารมียอดเงินเข้า 50,000 บาท แต่ในบัญชีบันทึกไว้แค่ 45,000 บาท → ต้องหาสาเหตุว่าขาดรายการอะไร เพื่อบันทึกบัญชีให้ครบถ้วน

ขั้นตอนนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าเงินเข้าออกในระบบบัญชี ถูกต้องตรงกับเงินในธนาคารจริง ๆ

สรุปง่ายๆ ขั้นตอนการกระทบยอดบัญชีธนาคาร ทำดังนี้

  1. ดึง Statement ทุกบัญชีสิ้นเดือน
  2. กระทบยอดกับ GL (ยอดต้นงวด–รายการเคลื่อนไหว-ยอดปลายงวด)
  3. สรุปรายการคงค้างใน Bank Reconciliation เช่น เช็คค้างรับ/เช็คค้างจ่าย, bank charge, ดอกเบี้ย เป็นต้น

5. ตรวจสอบภาษีประจำเดือน VAT&WHT

หลังจากที่บันทึกบัญชีและกระทบยอด Bank Statement เรียบร้อยแล้ว เหมือนว่าจะเสร็จงาน แต่ๆๆๆ ยังไม่เสร็จนะคะ เพราะว่าเราต้องมาเช็กรายการภาษีที่เกี่ยวข้องด้วยว่าบันทึกข้อมูลประจำเดือนถูกต้องหรือไม่

ลองมาดูขั้นตอนตรวจสอบกระทบยอดภาษีประจำเดือนกันค่ะ

5.1 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

  • กระทบยอด ภาษีขาย–ภาษีซื้อ กับงบทดลอง = เช็กว่าภาษีขายและภาษีซื้อถูกบันทึกบัญชีครบถ้วนแล้วหรือไม่ และตรงกับรายงานภาษีขายและภาษีซื้อไหม ก่อนที่จะสรุปในแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30
  • ตรวจสิทธิ์ภาษีซื้อกับใบกำกับภาษี = เช็กว่า ใบกำกับภาษี ที่ได้รับนั้นมีข้อมูลถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และยังไม่หมดอายุ 6 เดือนในการเครดิตภาษีซื้อ
  • เช็กว่าต้อง ยื่น ภ.พ.36 หรือไม่กรณีมีค่าใช้จ่ายไปต่างประเทศ เช่น ค่าโฆษณาออนไลน์ หรือซอฟต์แวร์

5.2 ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย (WHT)

  • สรุปรายการหัก ณ ที่จ่ายจากการจ่ายเงินเดือน/ค่าบริการ/ค่าเช่า ฯลฯ
  • ตรวจสอบยอดเงินนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายในรายงาน ว่าตรงกับบัญชีภาษีค้างจ่ายงบทดลองหรือไม่
  • เตรียม หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้คู่ค้า

6. ยื่นภาษีรายเดือน

เมื่อเราตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) เรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อมาคือการ ยื่นภาษีประจำเดือน ออนไลน์ในระบบ RD e-filing ให้กับกรมสรรพากรตามกำหนด

  • แบบ ภ.พ.30 (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป
  • แบบ ภ.ง.ด. 1/3/53 (ภาษีหัก ณ ที่จ่าย) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

7. สรุปงานและส่งรายงานบัญชี

พอยื่นภาษีเรียบร้อย ขั้นตอนต่อมาที่สำคัญมากๆ แต่บางครั้งนักบัญชีละเลยไป ทำให้เจ้านายหรือเจ้าของธุรกิจไม่เคยรู้เลยว่าเราทำงานอะไรไปบ้าง และมีผลประกอบการเป็นอย่างไร ก็คือ การสรุปงานและส่งรายงานบัญชีตอนสิ้นเดือน เพื่อบอกว่าเราทำอะไรไปบ้าง ผลประกอบการเป็นอย่างไร มีภาษีที่ต้องจ่ายเท่าใด และแนบรายงานทางบัญชี ดังนี้

  • งบกำไรขาดทุนรายเดือน (P&L)
  • งบฐานะการเงิน (Balance Sheet)
  • รายงานภาษีซื้อ – รายงานภาษีขาย
  • รายงานภาษีหัก ณ ที่จ่าย
  • รายงานอายุลูกหนี้
  • รายงานอายุเจ้าหนี้
  • รายละเอียดประกอบยอดคงเหลือ

ตัวอย่างอีเมล์สรุปงานบัญชี

ตัวอย่างอีเมล์สรุปงานบัญชี
ตัวอย่างอีเมล์สรุปงานบัญชี

8. จัดเก็บเอกสารประจำเดือน

ขั้นตอนสุดท้ายคือการ จัดเก็บเอกสาร ให้เป็นระบบ เพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบภายหลังควรแยกแฟ้มตามประเภท เช่น สมุดรายวัน ซื้อ-ขาย-จ่าย-รับ และที่สำคัญแฟ้มภาษีต่างๆ

ตัวอย่าง : เดือนกันยายน → ทำแฟ้ม “กันยายน 25×1” แยกหมวด แยกแฟ้มให้ชัดเจน และสแกนเก็บไฟล์ไว้ใน Google Drive เพื่อป้องกันเอกสารสูญหาย หรืออุทกภัยน้ำท่วม การจัดเก็บที่ดีช่วยประหยัดเวลา เวลาผู้สอบบัญชีหรือสรรพากรมาตรวจ ก็สามารถหยิบเอกสารมาได้ทันที พูดง่าย ๆ คือ เก็บเอกสารให้ครบทุกเดือน ธุรกิจจะมั่นใจได้ว่าไม่มีอะไรตกหล่นแน่นอน

สรุป Checklist ปิดบัญชีรายเดือน พร้อมตัวอย่าง

อ่านมาตั้งยาว หลายคนอาจจะยังไม่เห็นภาพว่าแต่ละขั้นตอนการปิดบัญชีรายเดือนนั้นต้องทำอย่างไร เราสรุปมาให้แบบสั้นๆ พร้อมตัวอย่างประกอบ เพื่อให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นค่ะ

ขั้นตอนอธิบายแบบสั้น ๆตัวอย่างสถานการณ์
1. รับเอกสารนัดหมายและติดตามเอกสารจากลูกค้า/แผนกต่าง ๆ ให้มาทันเวลาปิดบัญชี ใช้วันกำหนดส่งและระบบติดตามเอกสารช่วยควบคุมงานบริษัทกำหนดให้ส่งเอกสารบัญชีภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป
แต่บางแผนกล่าช้า นักบัญชีจึงทำตาราง “เอกสารค้างรับ” และแจ้งเตือนผู้เกี่ยวข้องสม่ำเสมอ
2. ตรวจความครบถ้วนของเอกสารใช้ Bank Statement เป็นตัวตั้ง แล้วประกบกับเอกสารเงินเข้า–ออก ตรวจความถูกต้อง รายการตกหล่น และจัดกลุ่มเอกสารให้พร้อมบันทึกBank Statement แสดงเงินออก 25,000 บาท แต่ไม่มีเอกสารค่าใช้จ่าย → นักบัญชีสอบถามว่าเป็นค่าอะไร และขอเอกสารเพิ่มเติม
3. บันทึกบัญชีบันทึกรายได้ ค่าใช้จ่าย เงินเดือน สินค้า และรายการอื่น ๆ ให้ครบถ้วน ตามวงจรบัญชี พร้อมแยกประเภทให้ชัดเจนบันทึกบัญชีตามเอกสารทั้งหมด
4. กระทบยอดบัญชีธนาคารตรวจสอบยอดบัญชีเงินฝากระหว่างสมุดบัญชี กับ Bank Statement เพื่อหาความคลาดเคลื่อน เช่น ธนาคารหักค่าธรรมเนียมธนาคารมีดอกเบี้ยรับ 150 บาท แต่บัญชียังไม่บันทึก → ต้องลงบัญชีเพิ่มเติม
5. ตรวจสอบภาษีประจำเดือน (VAT & WHT)ตรวจสอบภาษีขาย–ภาษีซื้อ รายการหัก ณ ที่จ่าย ให้ถูกต้อง สอดคล้องกับงบทดลองและเอกสารจริง ก่อนยื่นภาษีพบว่ามี VAT ซื้อ 3,500 บาทในใบกำกับภาษีซื้อระบุชื่อบริษัทผิด ต้องร้องขอให้ผู้ขายออกใบใหม่ให้ก่อนยื่น ภ.พ.30
6. ยื่นภาษีรายเดือนยื่น ภ.พ.30 ภายในวันที่ 23 และ ภ.ง.ด.1/3/53 ภายในวันที่ 15 ผ่านระบบ e-Filing ให้ตรงเวลาเพื่อลดค่าปรับนักบัญชีเช็กว่า ภาษีต้องยื่นภายในเมื่อไร และตั้ง Reminder ให้ตัวเองใน Calendar ทุกๆ เดือน
7. สรุปงานและส่งรายงานบัญชีสรุปผลประกอบการรายเดือน พร้อมส่งงบกำไรขาดทุน งบแสดงฐานะการเงิน รายงานภาษี รายงานอายุลูกหนี้/เจ้าหนี้ เพื่อให้ผู้บริหารใช้ตัดสินใจสิ้นเดือนนักบัญชีส่งสรุปงาน เช่น “เดือนนี้มีกำไร 120,000 บาท VAT ต้องจ่าย 7,350 บาท ลูกหนี้เกินกำหนดชำระ 3 ราย”
8. จัดเก็บเอกสารประจำเดือนจัดเรียงเอกสารประจำเดือน แยกแฟ้ม แสกนเก็บออนไลน์ ป้องกันสูญหาย และพร้อมสำหรับตรวจสอบภาษี/ผู้สอบบัญชีเดือนกันยายน นักบัญชีเก็บแฟ้ม “ก.ย. 25X1 – รายรับ / รายจ่าย / ภาษี / เงินเดือน” และสแกนเก็บใน Google Drive ทุกชุด

สรุป

การปิดบัญชีรายเดือนอาจดูเป็นงานที่ต้องใส่ใจรายละเอียดเยอะมากๆ แต่ถ้าเราทำตามขั้นตอนการปิดบัญชีทีละขั้น งานบัญชีก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น และไม่สับสน

อย่าลืมว่า ตัวเลขในบัญชีไม่ใช่แค่ “งานเอกสาร” แต่มันคือ การวางแผนการทำงานเพื่อให้เราบันทึกข้อมูลทางธุรกิจให้เป็นจริง ถูกต้อง และสมบูรณ์ที่สุดนะคะ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับขั้นตอนการปิดบัญชีรายเดือน (FAQ)

Q1: ถ้าเอกสารบางส่วนมาช้า ควรทำยังไง?

A1: สำหรับการบันทึกบัญชีต้องลงบัญชีตามข้อมูลเท่าที่มี และทำตาราง “เอกสารค้างรับ” และแจ้งเตือนผู้เกี่ยวข้องสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้รับเอกสารมาครบถ้วน พร้อมทั้งแจ้งผู้เกี่ยวข้องว่าหากได้รับเอกสารล่าช้า จะมีผลกระทบอะไรบ้างไว้ล่วงหน้า

Q2: ขั้นตอนการปิดบัญชีสิ้นเดือน ต่างกับปิดบัญชีสิ้นปีอย่างไร?

A2: การปิดบัญชีสิ้นเดือน เพื่อวัตถุประสงค์ในการยื่นภาษีรายเดือนให้ครบถ้วน แต่ข้อมูลบางส่วนทางบัญชีอาจจะยังไม่ครบเหมือนรายปี เช่น การประมาณการหนี้สงสัยจะสูญ รายการค้างรับ หรือค้างจ่าย เพื่อนๆ สามารถอ่านรายละเอียดความแตกต่างเพิ่มเติมที่นี่ ปิดงบรายเดือน ปิดงบประจำปี ต่างกันอย่างไร?

Q3: Checklist ปิดบัญชีรายเดือนช่วยอะไรได้บ้าง?

A3: ช่วยลดความผิดพลาด ทำบัญชีได้ครบทุกขั้นตอน ไม่ตกหล่นรายการสำคัญ

Q4: ทำไมต้องปิดบัญชีรายเดือน ทั้งที่ปิดปีเดียวก็พอ?

A4: การปิดบัญชีรายเดือนช่วยให้ธุรกิจรู้กำไร–ขาดทุนจริงทุกเดือน ปรับการบริหารได้ทัน ไม่ต้องรอสิ้นปีถึงจะเห็นปัญหา นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องปิดบัญชีรายเดือนเพราะภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่ายจำเป็นต้องส่งเป็นประจำทุกเดือน

Q5: ยื่นภาษีรายเดือนไม่ทันจะเป็นอะไรไหม?

A5: ต้องเสียค่าปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นสำหรับธุรกิจ

อยากทำบัญชีรายเดือนเป็น แบบไม่หลงทาง แนะนำคอร์สนี้ เราขอแนะนำคอร์ส ทำบัญชี-ปิดบัญชีรายเดือน สำหรับนักบัญชีมือใหม่ สอนใช้งาน Checklist ปิดบัญชีรายเดือน พร้อม Workshop จัดเต็มพร้อมชั่วโมงเก็บ CPD บัญชีได้ด้วย

ทำบัญชี-ปิดบัญชีรายเดือน สำหรับนักบัญชีมือใหม่
ทำบัญชี-ปิดบัญชีรายเดือน สำหรับนักบัญชีมือใหม่
คอร์สอบรมเก็บชั่วโมง CPD
คอร์สอบรมเก็บชั่วโมง CPD

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Line ID : @cpdacademy

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า