เผยแพร่ครั้งแรก: 1 สิงหาคม 2022
อัปเดตล่าสุด: 25 พฤศจิกายน 2025
สวัสดีค่ะเพื่อนๆ จากที่เราเรียนมาในเรื่องของบัญชีและภาษีก็เป็นของคู่กันมานานแล้ว แต่ว่าคู่กันก็ใช่ว่าจะคิดเหมือนกันไปซะหมดนะคะ ยังมีแนวคิด วัตถุประสงค์ และการคำนวณหลายๆอย่างที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของบทความวันนี้เลยค่ะ ค่าเสื่อมราคารถยนต์ ที่เรามักจะต้องพิจารณาเป็นพิเศษ เนื่องจากเรื่องนี้จะต้องไปเชื่อมโยงเกี่ยวการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลปลายปีด้วยนะ ก่อนที่จะไปดูว่าเกี่ยวข้องกับการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลปลายปียังไง เราไปดูข้อแตกต่างกันก่อนค่ะ
1. ค่าเสื่อมราคารถยนต์ทางบัญชี
ค่าเสื่อมราคาเป็นการทยอยรับรู้ค่าใช้จ่ายในบัญชีที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ในงบกำไรขาดทุน การคำนวณค่าเสื่อมราคาต้องคำนึงถึงปัจจัยหลัก 3 สิ่งนี้ คือ
- ราคาทุน
- มีอายุการใช้งาน
- ราคามูลค่าคงเหลือ หรือ ราคาซาก
และที่สำคัญค่าเสื่อมราคาต้องคิดอย่างมีระบบตลอดอายุการใช้งาน และ ทบทวนอายุการให้ประโยชน์อย่างสม่ำเสมอนะคะ
เพื่อนๆสามารถดูตัวอย่างการคำนวณราคาทุนบัญชี ที่ดิน อาคาร และ อุปกรณ์ ได้ที่บทความนี้เพิ่มเติมค่ะ
ประเด็นสำคัญ…ต้องรู้ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ คืออะไร?
2. ค่าเสื่อมราคารถยนต์ทางภาษี
ทางภาษีจะเป็นเรื่องของกฏหมายที่กำหนดไว้ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยหักค่าสึกหรอ และค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527
ได้กล่าวไว้ดังนี้
มาตรา 5 การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาจากมูลค่าต้นทุนเฉพาะส่วนที่ไม่เกินหนึ่งล้านบาท เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้ ให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาจากมูลค่าต้นทุนทั้งหมด
(1) ทรัพย์สินซึ่งมีไว้ใช้ในกิจการให้เช่ารถยนต์ ทั้งนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องไม่นำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ในกิจการอื่น ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
(2) ทรัพย์สินที่เป็นรถยนต์ต้นแบบที่ใช้เพื่อการวิจัย พัฒนา หรือทดสอบสมรรถนะที่ได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิตทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งต้องได้มาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป
พอเป็นภาษากฏหมายก็งงไปตามๆกันนะคะ
สรุปง่ายๆคือ ค่าเสื่อมราคารถยนต์ทางภาษี รถยนต์ประเภทรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบที่นั่ง ต้องใช้ราคาทุน ไม่เกิน 1 ล้านบาท เพื่อมาคำนวณค่าเสื่อมราคาในแต่ละปีค่ะ แต่ก็มีข้อยกเว้นตามข้อดังต่อไปนี้นะคะ
- ธุรกิจที่ให้เช่ารถอยู่แล้ว ก็ถือว่ารถที่มีไว้เพื่อดำเนินกิจการ
- รถยนต์ต้นแบบที่ใช้เพื่อการวิจัย พัฒนา หรือทดสอบสมรรถนะ
ต่อไปเราไปดูกันค่ะ ว่าค่าเสื่อมราคาทางภาษี และค่าเสื่อมราคาทางบัญชี นอกจากจะมีการพิจารณา การวิเคราะห์รายการที่แตกต่างกันแล้วเนี่ย วิธีการคำนวณจะได้มูลค่าออกมาแตกต่างกันไหมนะ
3. ข้อแตกต่าง ทางภาษี VS ทางบัญชี
ตัวอย่าง บริษัทซื้อรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง รายละเอียดมีดังต่อไปนี้
| ราคาซื้อ | 1,250,000 บาท |
| ราคาซาก | 100,000 บาท |
| อายุการใช้งาน | 5 ปี |
| วันที่เริ่มต้นใช้งาน | 1 ม.ค. 65 |
ในปี 2565 กิจการมีค่าเสื่อมราคาเท่าไหร่
ค่าเสื่อมราคาทางภาษี
สูตรการคำนวณค่าเสื่อมราคาตามวิธีเส้นตรง
(ราคาทุน – ราคาซาก) / อายุการใช้งาน (ปี) = ค่าเสื่อมราคาต่อปี
ตามที่กฏหมายกำหนด รถยนต์ประเภทรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบที่นั่ง
ต้องใช้ราคาทุน ไม่เกิน 1 ล้านบาท
จะได้เป็นวิธีคำนวณ ดังนี้
| มูลค่าราคาทุนที่นำมาคำนวณค่าเสื่อมราคาทางภาษี | (A) | 1,000,000 |
| หัก ราคาซาก | (B) | 100,000 |
| มูลค่าราคาทุน หลังหักราคาซาก | A – B = (C) | 900,000 |
| หาร อายุการใช้งาน (ปี) | (D) | 5 |
| ค่าเสื่อมราคาทางบัญชี | C / D = (E) | 180,000 |
สรุปคือ ในปี 2565 กิจการมีค่าเสื่อมราคาทางภาษี จำนวน 180,000 บาทต่อปีค่ะ
ค่าเสื่อมราคาทางบัญชี
สูตรการคำนวณค่าเสื่อมราคาตามวิธีเส้นตรง
(ราคาทุน – ราคาซาก) / อายุการใช้งาน (ปี) = ค่าเสื่อมราคาต่อปี
มูลค่าต้นทุนที่นำมาคำนวณค่าเสื่อมราคาทางบัญชี 1,250,000 บาท
จะได้เป็นวิธีคำนวณ ดังนี้ค่ะ
| มูลค่าราคาทุนที่นำมาคำนวณค่าเสื่อมราคาทางบัญชี | (A) | 1,250,000 |
| หัก ราคาซาก | (B) | 100,000 |
| มูลค่าราคาทุน หลังหักราคาซาก | A – B = (C) | 1,150,000 |
| หาร อายุการใช้งาน (ปี) | (D) | 5 |
| ค่าเสื่อมราคาทางบัญชี | C / D = (E) | 230,000 |
สรุปคือ ในปี 2565 กิจการมีค่าเสื่อมราคาทางบัญชี จำนวน 230,000 บาทต่อปีค่ะ

สรุป คือ ข้อแตกต่างทางบัญชีและภาษีของค่าเสื่อมราคารถยนต์อยู่ที่ราคาทุนที่นำมาใช้คำนวณนั่นเอง จะสรุปข้อแตกต่างได้ที่ตารางนี้ (วิธีการคำนวณค่าเสื่อมราคาตามวิธีเส้นตรง)
ดูวิธีการคำนวณค่าเสื่อมราคาวิธีอื่นๆ ได้ที่บทความ ค่าเสื่อมราคาคืออะไร มีวิธีคิดแบบไหนบ้าง ทำไมนักบัญชีต้องรู้
| ข้อมูลที่นำมาคำนวณ | คำนวณ | ทางภาษี | ทางบัญชี | ข้อแตกต่าง |
| มูลค่าราคาทุนที่นำมาคำนวณค่าเสื่อมราคา | (A) | 1,000,000 | 1,250,000 | แตกต่าง |
| หัก ราคาซาก | (B) | 100,000 | 100,000 | ไม่แตกต่าง |
| มูลค่าราคาทุน หลังหักราคาซาก | A – B = (C) | 900,000 | 1,150,000 | |
| หาร อายุการใช้งาน (ปี) | (D) | 5 | 5 | ไม่แตกต่าง |
| ค่าเสื่อมราคา | C / D = (E) | 180,000 | 230,000 | แตกต่าง |
เมื่อราคาทุนที่นำมาคำนวณค่าเสื่อมราคามีความแตกต่างกัน ก็ทำให้ค่าเสื่อมราคาที่คำนวณได้แตกต่างกันเช่นกัน
ที่ราคาทุนแตกต่างกันก็เนื่องจากทางบัญชี ยึดการรับรู้ราคาทุนตามหลักการของบัญชีค่ะ แต่ในส่วนของภาษีก็มีกฏหมาย พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยหักค่าสึกหรอ และค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 ค่าเสื่อมราคารถยนต์ทางภาษี รถยนต์ประเภทรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบที่นั่ง ต้องใช้ราคาทุน ไม่เกิน 1 ล้านบาท เพื่อมาคำนวณค่าเสื่อมราคาในแต่ละปีค่ะ นี่แหละค่ะ คือสาเหตุที่ทำให้เกิดข้อแตกต่างทางภาษีและบัญชีอย่างเราจำเป็นที่ต้องรู้
FAQ: ค่าเสื่อมบัญชีกับค่าเสื่อมภาษี แตกต่างกันอย่างไร?
Q1: ค่าเสื่อมราคาทางบัญชี (Accounting Depreciation) คืออะไร?
A1: เป็นการทยอยบันทึกค่าใช้จ่ายของทรัพย์สินถาวร (เช่น รถ อาคาร อุปกรณ์) เข้าในงบกำไรขาดทุนตามอายุใช้งานของทรัพย์สิน โดยพิจารณาจากราคาทุน อายุการใช้งาน และมูลค่าคงเหลือ (ราคาซาก)
Q2: ค่าเสื่อมราคาทางภาษี (Tax Depreciation) คืออะไร?
A2: เป็นการคำนวณค่าเสื่อมตามกฎหมายภาษี (เช่น ประมวลรัษฎากร) ใช้เพื่อหักเป็นต้นทุนทางภาษี โดยอาจมีกฎหมายกำหนดเงื่อนไขพิเศษ เช่น สำหรับรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง ต้องใช้ราคาทุนไม่เกิน 1 ล้านบาทในการคำนวณ
Q3: ทำไมราคาทุนที่ใช้คำนวณจึงต่างกันระหว่างบัญชีกับภาษี?
A3: เพราะในบัญชี ค่าเสื่อมใช้ “ราคาทุนจริง” (ต้นทุนซื้อทั้งหมด) แต่ในภาษีอาจมีกฎให้ใช้เพดานราคาทุน (cap) ตามกฎหมายภาษี เช่น รถยนต์บางประเภทใช้ราคาทุนสูงสุดที่กฎหมายกำหนด
Q4: ยกตัวอย่างการคำนวณต่างกันระหว่างบัญชีกับภาษีได้ไหม?
A4: ตัวอย่าง: สมมติซื้อรถยนต์ 1,250,000 “ราคาซาก” 100,000 บาท อายุใช้งาน 5 ปี
ทางภาษี: ใช้ราคาทุน 1,000,000 (เพราะมีกำหนด) หักซาก 100,000 → ค่าเสื่อมภาษี = 180,000 ต่อปี
ทางบัญชี: ใช้ราคาทุน 1,250,000 หักซาก 100,000 → ค่าเสื่อมบัญชี = 230,000 ต่อปี
Q5: ข้อสรุปสำคัญที่นักบัญชีควรรู้จากความแตกต่างนี้คืออะไร?
A5: การใช้ “ราคาทุน”ต่างกันทำให้ค่าเสื่อมบัญชีและค่าเสื่อมภาษีแตกต่างกันอย่างชัดเจน
นักบัญชีควรทราบทั้งสองมุม – เพื่อวางแผนบัญชีให้เหมาะสม และคำนวณภาษีให้ถูกต้อง
ความแตกต่างนี้อาจมีผลต่อกำไรทางบัญชีและภาษี ซึ่งอาจส่งผลต่อเงินสดหรือภาระภาษีของกิจการ
อบรมบัญชีเก็บชั่วโมง CPD ออนไลน์ง่ายๆ ได้ที่บ้าน
Line: @cpdacademy หรือ https://lin.ee/36U1ks0Y
