แจกสินค้า เสียภาษีมูลค่าเพิ่มไหม อะไรไม่ต้องยื่น VAT บ้าง เชื่อว่าหลายคนคงสงสัยกันใช่ไหมคะ บทความนี้จะพาทุกคนมาดูกันว่ามีรายการอะไรบ้างที่ไม่ต้องคิด VAT ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) ได้ระบุไว้ชัดเจนเลยค่ะว่ามีอะไรบ้าง วันนี้ CPD Academy ขออาสามาสรุปให้เพื่อนๆ ฟังในหัวข้อที่น่าสนใจค่ะ
ให้สินค้าทำไมต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ?
หลายคนอาจสงสัยว่า แจกสินค้า เสียภาษีมูลค่าเพิ่มไหม การให้สินค้าฟรีแก่ลูกค้า พนักงาน หรือองค์กรต่าง ๆ นั้น จำเป็นต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือไม่ ?
คำตอบคือ โดยทั่วไปแล้ว การให้สินค้าฟรี ถือเป็นการขายตามกฎหมายภาษี และต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ค่ะ
ทำไมการให้สินค้าฟรีถึงต้องเสีย VAT ?
ตามกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม การ “ขาย” หมายถึง การจ่าย โอน หรือส่งมอบสินค้าให้ผู้อื่น ไม่ว่าจะมีการแลกเปลี่ยนเงินหรือสิ่งของตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น เมื่อเราให้สินค้าแก่ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการแจกของรางวัล การให้ตัวอย่างสินค้า หรือการบริจาคสินค้า ก็ถือว่าเป็นการขายและต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มค่ะ
แต่ๆ ชีวิตก็ไม่ได้เศร้าไปซะขนาดนั้น เพราะยังมีการแจก/ให้สินค้าบางอย่างที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนะ

รายการไหนบ้างที่ไม่ต้องคิด VAT ยกตัวอย่างที่สำคัญจาก ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40)
1. แถม/แจก/ให้เป็นรางวัล
1. มูลค่าของสินค้าที่แถมพร้อมกับการขายสินค้า หรือให้บริการ
ถ้าร้านค้าแถมสินค้าให้ลูกค้าตอนซื้อของ สินค้าที่แถมนั้นไม่ต้องเสียภาษีเพิ่ม แต่มีเงื่อนไขว่า มูลค่าของสินค้าที่แถมต้องไม่เกินราคาของสินค้าที่ลูกค้าซื้อ
ยกตัวอย่างกรณีที่ถูก หากขายโทรศัพท์ในราคา 10,000 บาท และแถมหูฟังมูลค่า 1,000 บาท ในกรณีนี้ไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มสำหรับหูฟังที่ได้แถม
ยกตัวอย่างกรณีที่ผิด หากขายโทรศัพท์ในราคา 10,000 บาท และแถมหูฟังมูลค่า 15,000 บาท กรณีนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะมูลค่าของสินค้าแถมเกินกว่าราคาสินค้าที่ซื้อ
สรุปคือ บริษัทสามารถแถมสินค้าให้ลูกค้าได้ แต่สินค้าที่แถมต้องมีมูลค่าน้อยกว่า หรือเท่ากับสินค้าที่ลูกค้าซื้อ นั่นเป็นเพราะ เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี โดยการแถมสินค้าที่มีมูลค่าสูงกว่าราคาขายจริงและเพื่อให้การแข่งขันทางธุรกิจเป็นไปอย่างยุติธรรมนั่นเองค่ะ
2. มูลค่าของสินค้าที่แถม/แจกหรือให้เป็นรางวัลกับผู้ซื้อสินค้า หรือผู้รับบริการที่ซื้อสินค้าหรือรับบริการในแต่ละวัน
ถ้าร้านค้าแจกของรางวัลให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้า ร้านค้าสามารถกำหนดมูลค่ารวมของของรางวัลได้เอง แต่ของรางวัลทั้งหมดที่แจกในแต่ละวัน รวมกันแล้วต้องมีมูลค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับเงินที่ลูกค้าจ่ายซื้อสินค้าทั้งหมดในวันนั้น
ยกตัวอย่างกรณีที่ถูก ถ้าร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าทั้งหมด 10,000 บาทในหนึ่งวัน ร้านค้าก็สามารถแจกของรางวัลที่มีมูลค่ารวมกันได้ทั้งหมด 10,000 บาท หรือ น้อยกว่า 10,000 บาท
ยกตัวอย่างกรณีที่ผิด ถ้าร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าทั้งหมด 10,000 บาทในหนึ่งวัน แต่แจกของรางวัลที่มีมูลค่ารวมกัน 12,000 บาท กรณีนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะมูลค่าของของรางวัลเกินกว่าเงินที่ลูกค้าจ่าย
สรุปคือ สามารถแจกของรางวัลให้ลูกค้าได้ แต่จำนวนเงินที่ใช้ในการแจกของรางวัลทั้งหมดในแต่ละวัน ต้องไม่เกินเงินที่ได้จากการขายสินค้าในวันนั้นค่ะ
3. มูลค่าของการให้บริการเนื่องจากการเป็นนายหน้าตัวแทนให้แก่ผู้ประกอบการในต่างประเทศ
ถ้าบริษัทไทยทำหน้าที่เป็นนายหน้าให้บริษัทต่างชาติขายของหรือให้บริการในประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ประเทศไทย บริษัทไทยจะไม่ต้องเสียภาษีจากค่าคอมมิชชันที่ได้
ยกตัวอย่างกรณีที่ไม่ต้องเสียภาษี บริษัท A ในไทยเป็นนายหน้าให้บริษัท B ในญี่ปุ่นขายรถยนต์ในสหรัฐอเมริกา บริษัท A จะไม่ต้องเสียภาษีจากค่าคอมมิชชั่นที่ได้รับจากบริษัท B
ยกตัวอย่างกรณีที่ต้องเสียภาษี บริษัท A ในไทยเป็นนายหน้าให้บริษัท B ในญี่ปุ่นขายรถยนต์ในประเทศไทย บริษัท A ต้องเสียภาษีจากค่าคอมมิชชั่นที่ได้รับ (กรณีนี้แตกต่างออกไป เพราะการขายเกิดขึ้นในประเทศไทย)
สรุปคือ ถ้าบริษัทไทยไปทำธุรกิจเป็นนายหน้าให้บริษัทต่างชาติขายของในต่างประเทศ บริษัทไทยจะไม่ต้องเสียภาษีจากเงินที่ได้จากการเป็นนายหน้า เพื่อเป็นการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ การยกเว้นภาษีในกรณีนี้เป็นการสนับสนุนให้บริษัทไทยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการค้าระหว่างประเทศ และเพื่อป้องกันการเสียภาษีซ้ำซ้อน หากบริษัทไทยต้องเสียภาษีในประเทศไทย และบริษัทต่างชาติก็ต้องเสียภาษีในประเทศของตนเอง จะทำให้เกิดการเสียภาษีซ้ำซ้อนค่ะ

2. แจก/ให้เป็นของขวัญ
มูลค่าของสินค้าที่แจกหรือให้เป็นของขวัญ เนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี
ถ้าบริษัทแจกของขวัญให้ลูกค้าในช่วงเทศกาลต่าง ๆ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ หรือตอนเปิดตัวสินค้าใหม่ โดยเป็นของขวัญที่มีโลโก้หรือชื่อบริษัทอยู่ เช่น ปฏิทิน สมุดโน้ต หรือของชำร่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ และเป็นของที่มักจะแจกกันตามธรรมเนียมธุรกิจทั่วไป โดยมีราคาไม่แพงเกินไป หมายถึง ราคาที่เหมาะสมกับชนิดของของขวัญ และวัตถุประสงค์ในการแจก ดังนั้นของขวัญพวกนี้จะไม่ต้องเสียภาษี
ยกตัวอย่างกรณีที่ไม่ต้องเสียภาษี บริษัท A แจกปฏิทินที่มีโลโก้บริษัทให้ลูกค้าในช่วงปีใหม่ โดยปฏิทินมีราคาไม่แพงมาก
ยกตัวอย่างกรณีที่อาจต้องเสียภาษี บริษัท B แจกสมาร์ทโฟนให้ลูกค้าในช่วงเปิดตัวสินค้าใหม่
สรุปคือ หากบริษัทแจกของขวัญตามธรรมเนียมธุรกิจทั่วไป และของขวัญนั้นมีมูลค่าไม่สูงมาก ก็จะไม่ต้องเสียภาษี

3. แจกเพื่อทดลอง/ส่งเสริมการขาย
1. มูลค่าของสินค้าตัวอย่างที่แจก เนื่องจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย
เมื่อบริษัทต่าง ๆ จัดกิจกรรมเพื่อโปรโมทสินค้า เช่น แจกตัวอย่างสินค้าฟรีให้ลูกค้าได้ลองใช้ก่อนตัดสินใจซื้อ สินค้าตัวอย่างเหล่านี้จะไม่ถูกนับรวมเข้าไปในการคำนวณภาษี เพราะถือเป็นค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด
ยกตัวอย่าง เช่น บริษัทเครื่องสำอางแจกตัวอย่างลิปสติกให้ลูกค้าได้ลองทา หรือบริษัทอาหารแจกซองชิมกาแฟให้ลูกค้าได้ชิมรสชาติ
เพื่อส่งเสริมการขาย ซึ่งการแจกสินค้าตัวอย่างเป็นวิธีหนึ่งในการกระตุ้นให้ลูกค้าสนใจและตัดสินใจซื้อสินค้า และเพื่อให้ลูกค้าได้ลองใช้สินค้าจริง การได้ลองใช้สินค้าก่อนซื้อจะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ
2. มูลค่าของค่าตอบแทนที่พึงได้รับจากการมอบสินค้าให้ผู้ซื้อสินค้าทดสอบใช้งานก่อนซื้อ
เมื่อบริษัทให้ลูกค้าได้ทดลองใช้สินค้าก่อนซื้อ และลูกค้าตกลงใจซื้อสินค้าชิ้นนั้น บริษัทก็จะไม่ต้องเสียภาษีจากส่วนที่เป็นค่าตอบแทนที่ได้รับจากการให้ลูกค้าทดลองใช้สินค้า
ยกตัวอย่าง เช่น บริษัทโทรศัพท์มือถือให้ลูกค้าได้ทดลองใช้โทรศัพท์รุ่นใหม่เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ก่อนตัดสินใจซื้อ หรือบริษัทเฟอร์นิเจอร์ให้ลูกค้าได้นำโซฟามาลองใช้อยู่ที่บ้านเป็นเวลาหนึ่งเดือน
เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า การได้ลองใช้สินค้าจริงจะช่วยให้ลูกค้ามั่นใจในคุณภาพของสินค้ามากขึ้นและเพื่อกระตุ้นยอดขาย การให้ลูกค้าได้ทดลองใช้สินค้าเป็นการส่งเสริมการขายในรูปแบบหนึ่ง
ทั้งสองกรณีนี้ เป็นการยกเว้นภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขาย ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ลูกค้าสนใจและตัดสินใจซื้อสินค้า โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มยอดขาย และขยายฐานลูกค้าให้กับบริษัทค่ะ

4. บริจาค
มูลค่าของทรัพย์สินหรือสินค้าซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนบริจาคให้แก่ส่วนราชการตามโครงการของทางราชการ
เมื่อบริษัทบริจาคเงิน สินค้า หรือทรัพย์สินให้กับหน่วยงานราชการเพื่อนำไปใช้ในโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล เช่น โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือโครงการพัฒนาสังคม มูลค่าของทรัพย์สินหรือสินค้าที่บริจาคนี้จะไม่ถูกนับรวมเข้าไปในการคำนวณภาษี
ยกตัวอย่าง เช่น
- บริษัทบริจาคเงินให้แก่กองทุนเพื่อผู้ประสบภัยพิบัติ
- บริษัทบริจาคข้าวสารให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล
- บริษัทบริจาคคอมพิวเตอร์ให้แก่โรงพยาบาล
เนื่องจากเป็นการส่งเสริมการทำความดี รัฐบาลจึงให้การสนับสนุนโดยการยกเว้นภาษี และเป็นการสนับสนุนโครงการของรัฐ การบริจาคของภาคเอกชนจะช่วยให้โครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเองค่ะ
ข้อควรรู้
1. หลักเกณฑ์ในการยกเว้นภาษี มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ชัดเจน เช่น หน่วยงานที่ได้รับการบริจาคต้องเป็นหน่วยงานของรัฐ และโครงการที่ดำเนินการต้องเป็นโครงการที่รัฐบาลสนับสนุน
2. เอกสารหลักฐาน ผู้บริจาคต้องเก็บเอกสารหลักฐานการบริจาคไว้ให้ครบถ้วน เพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษี
สรุปคือ การบริจาคให้กับหน่วยงานของรัฐเป็นการกระทำที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และผู้บริจาคจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามที่กฎหมายกำหนด

เพื่อนๆ คนไหนที่อยากเข้าใจเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มเกี่ยวกับการบริจาคเพิ่มเติมลองไปอ่านบทความนี้ได้เลย: บริจาค เสีย VAT ไหม มีข้อยกเว้นอะไรบ้าง
5. ให้ของแก่พนักงาน
1. มูลค่าของอาหารและเครื่องดื่มที่นายจ้างจัดหาให้กับพนักงานหรือลูกจ้างในระหว่างเวลาปฏิบัติงาน
เมื่อบริษัทจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มให้พนักงานรับประทานในระหว่างเวลาทำงาน ซึ่งถือเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่ง มูลค่าของอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ต้องมีราคาไม่เกินสมควร ที่เหมาะสมกับคุณภาพ ปริมาณของอาหารและเครื่องดื่มที่จัดให้ ซึ่งจะไม่ถูกนับรวมเข้าไปในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของพนักงาน
ยกตัวอย่าง เช่น บริษัทจัดอาหารกลางวันให้พนักงานทุกคน หรือบริษัทมีตู้กดน้ำและกาแฟให้พนักงานใช้ฟรี
ดังนั้น การที่บริษัทจัดหาอาหาร และเครื่องดื่มให้พนักงานในระหว่างเวลาทำงานนั้น ถือเป็นสวัสดิการที่ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับพนักงาน แต่บริษัทก็ต้องสามารถแสดงให้เห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินงานของบริษัท และมีราคาที่เหมาะสม
2. มูลค่าของเครื่องแบบที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นนายจ้างได้มอบให้แก่ลูกจ้างในจำนวนคนละไม่เกินสองชุดต่อปี และเสื้อนอกในจำนวนคนละไม่เกินหนึ่งตัวต่อปี
เมื่อบริษัทมอบเครื่องแบบให้พนักงาน ซึ่งรวมถึงเสื้อผ้าที่ใช้ในการทำงานโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นชุดทำงาน ชุดยูนิฟอร์ม หรือแม้แต่ชุดไทยพระราชทานที่ใช้ในงานพิเศษ โดยมอบให้พนักงานคนละไม่เกิน 2 ชุดต่อปี และเสื้อนอกอีก 1 ตัวต่อปี มูลค่าของเครื่องแบบและเสื้อนอกเหล่านี้จะไม่ถูกนับรวมเข้าไปในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของพนักงาน
สิ่งที่ถือว่าเป็นเครื่องแบบ
- เสื้อผ้าที่ใช้ในการทำงานโดยเฉพาะ เช่น ชุดทำงานของพนักงานออฟฟิศ ชุดปฏิบัติการของช่างเทคนิค
- สิ่งประกอบเครื่องแต่งกายที่ใช้คู่กับเครื่องแบบ เช่น เนคไท หมวก
- ยกเว้น รองเท้าทั่วไป ชุดชั้นใน สิ่งของประดับที่ทำจากโลหะมีค่าหรืออัญมณีมีค่า
สิ่งที่ถือว่าเป็นเสื้อนอก
เสื้อผ้าที่ใช้สวมทับเสื้อผ้าตัวใน เช่น เสื้อโค้ท แจ็คเก็ต รวมไปถึง ชุดไทยพระราชทาน เสื้อที่ใช้ในงานสำคัญต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยงสังสรรค์
ดังนั้นการที่บริษัทมอบเครื่องแบบ และเสื้อนอกให้พนักงานตามที่กฎหมายกำหนด จะไม่ทำให้พนักงานต้องเสียภาษีจากมูลค่าของเครื่องแบบและเสื้อนอกเหล่านั้น

สรุปแจกสินค้า เสียภาษีมูลค่าเพิ่มไหม อะไรไม่ต้องยื่น VAT บ้าง
สรุปแล้วการทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้องกับการแจกสินค้า จะช่วยให้บริษัทสามารถวางแผน และดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเองค่ะ
สำหรับใครที่อยากเข้าใจเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม มากขึ้นกว่าเดิม เพิ่มเติมเก็บ CPD ได้ด้วย แนะนำลงเรียนคอร์สนี้ได้เลย รู้จักภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทั้งระบบ
แนะนำบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นภาษี (คลิกที่นี่)
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line: @cpdacademy